เมนูหลัก
สมาชิกเข้าสู่ระบบ
User Name:
Password:
จำการล็อกอินของฉันไว้
ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก
ลืมรหัสผ่าน
ใสอีเมล์ที่ลงทะเบียนไว้กับเรา










ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารการพัฒนากับประชาธิปไตย

  

โดย มหาอำนาจ  ทาปิน

            ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในช่วงของการรีบเร่งพัฒนาเพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)ในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ จากกระแสผลสำรวจการพัฒนาด้านต่างๆของประเทศสมาชิก (AEC) ทำให้ทราบดีว่าประเทศใดมี จุดแข็ง,จุดอ่อน, โอกาส, และอุปสรรค ในด้านใด และประเทศใดจะได้รับผลประโยชน์หรือผลกระทบ ในด้านใด นี่จึงเป็นโจทย์ที่สำคัญที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารการพัฒนาประเทศไทย จะต้องรีบเร่งดำเนินการ

            สถาบันบริหาร และสถาบันนิติบัญญัติ จึงทำหน้าที่ในการแก้โจทย์ปัญหานี้อย่างไม่มีความสงสัย ตามระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ของประเทศไทย ซึ่งสถาบันทั้งสองก็เกิดขึ้นตามกระบวนการประชาธิปไตย โดยมีประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอันสูงสุด แต่บทบาทในการกำหนดนโยบายการบริหารการพัฒนาประเทศไทย อยู่ในมือของฝ่ายที่ได้รับอำนาจจากประชาชนมากที่สุด นั่นก็คือ “สถาบันบริหาร” หรือฝ่ายรัฐบาล (เสียงข้างมาก) สถาบันนิติบัญญัติส่วนหนึ่ง (เพียงส่วนหนึ่งเสียงข้างน้อย) เปรียบเสมือนไม้ซีกที่จะต้องไปงัดกับไม้ซุง ในเมื่อประชาชนส่วนน้อยมอบอำนาจให้ จึงไม่สามารถจะต้านทานกำลังอำนาจของอีกฝ่ายหนึ่งได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องยอมรับกับกติกาที่โหยหากันมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ และการเข้ามามีบทบาทของนักธุรกิจทางการเมือง (จากค่านิยมพระยา เป็นค่านิยมพ่อค้า) ของกระบวนการทางการเมืองไทยจากอดีตจนปัจจุบัน

            ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารการพัฒนากับประชาธิปไตย จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจของวงการรัฐศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์ ซึ่ง Woodrow Wilson ได้เสนอทฤษฏีการบริหารแยกออกจากการเมือง ไว้ในบทความเรื่อง Study of Administration ว่าการบริหารกับการเมืองไม่มีความสัมพันธ์กัน การเมืองมีหน้าที่ออกกฎหมาย และกำหนดนโยบาย แล้วระบบราชการเป็นผู้นำกฎหมายไปบังคับใช้ และนำนโยบายไปปฏิบัติ นักการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งจะอยู่ในตำแหน่งชั่วคราวตามห้วงเวลาที่กฎหมายกำหนด ส่วนข้าราชการที่ได้รับการแต่งตั้งจะอยู่ในตำแหน่งระยะยาวจนเกษียณอายุราชการ เมื่อเป็นเช่นนี้ การออกกฎหมาย และการกำหนดนโยบาย จึงถือสิทธิและอำนาจของประชาชนส่วนมากของประเทศ โดยการใช้อำนาจอธิปไตยผ่านตัวแทน 

Plato , Aristotle , Monteequieu , Rousseau มีความคิดเห็นในประเด็นที่ว่ารัฐประชาธิปไตยควรมีขนาดเล็ก ถึงขั้นที่ Plato ได้คำนวณจำนวนของประชากรว่าควรมีจำนวน 5,050 คน ต่อนครรัฐประชาธิปไตยหนึ่งๆ เพราะโอกาสที่พลเมืองจะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมจะเปลี่ยนแปรไปตามขนาด คือ ถ้าจำนวนประชากรยิ่งมาก โอกาสที่ประชากร จะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจก็ยิ่งน้อย ความเสมอภาค การมีส่วนร่วมและการควบคุมรัฐบาล อย่างมีประสิทธิภาพ ความสมเหตุสมผลทางการเมือง และมติมหาชนย่อมจะลดน้อยลง และอีกเหตุผลหนึ่งของที่เป็นปัจจัยบั่นทอนความเป็นประชาธิปไตยนั่นก็คือ ลัทธิชาตินิยม และระบบรัฐสภา ที่มีอำนาจนิติบัญญัติสามารถออกกฎหมายได้เอง ความเป็นประชาธิปไตยโดยตรงของเจ้าของอำนาจอธิปไตยจึงหมดไป

การบริหารการพัฒนา จึงเป็นผลที่ตามมาหรือตัวแปรตาม Effects or dependent variable ของประชาธิปไตย ซึ่งเป็นสาเหตุหรือตัวแปรต้น Cause or independent variable เพราะประชาธิปไตยเป็นโครงสร้างของการบริหารการพัฒนาอันสูงสุดของประเทศ โดยจะต้องคำนึงถึงประโยชน์สุขของประชาชนโดยส่วนรวมเป็นหลัก บนพื้นฐานของคุณธรรมจริยธรรมภายใต้กรอบของหลักธรรมาภิบาล 

(บรรณานุกรม การบริหารการพัฒนากับประชาธิปไตย : มหาวิทยาลัยรามคำแหง)

บทความอื่นๆ ในหมวดเดียวกัน