เมนูหลัก
สมาชิกเข้าสู่ระบบ
User Name:
Password:
จำการล็อกอินของฉันไว้
ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก
ลืมรหัสผ่าน
ใสอีเมล์ที่ลงทะเบียนไว้กับเรา










ความรู้คู่คุณธรรม

โดย มหาอำนาจ ทาปิน

หากมองการศึกษาในปัจจุบัน ถือว่าเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวอยู่มาก เพราะใครๆ หมายถึงคนที่อยู่ในฐานะทางสังคมทุกๆระดับ ก็สามารถที่จะเข้ารับการศึกษาได้ ตั้งแต่ระดับ อนุบาล ประถม มัธยมต้น – ปลาย อุดมศึกษา ปริญาตรี โท และเอก ซึ่งมีความแตกต่างจากการศึกษาในอดีต ที่ขึ้นอยู่กับฐานะทางสังคมเท่านั้น ในการที่จะทำให้บุคคลนั้นๆ ได้มีโอกาสทางการศึกษา ด้วยวัฒนธรรม และค่านิยมทางสังคม ที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน จึงทำให้การศึกษาอยู่ในวิถีชีวิตของสังคมในปัจจุบัน

ในที่นี้ ขอยกทฤษฎีความต้องการพื้นฐานในชีวิตตามลำดับขั้นของมาสโลว์ ซึ่งกล่าวว่า มนุษย์มีความต้องการ ความปรารถนา และประสงค์จะได้รับสิ่งที่มีความหมายต่อตนเอง ความต้องการเหล่านี้จะเรียงลำดับขั้นของความต้องการ ตั้งแต่ขั้นแรกไปสู่ความต้องการขั้นสูงขึ้นไปเป็นลำดับ ซึ่งมีอยู่ 5 ขั้น ดังนี้  

  1. ความต้องการทางร่างกาย (physiological needs) เป็นความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์เพื่อความอยู่รอด เช่น อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค อากาศ น้ำดื่ม การพักผ่อน เป็นต้น 
  2. ความต้องการความปลอดภัยและมั่นคง (security or safety needs) เมื่อมนุษย์สามารถตอบสนองความต้องการทางร่างกายได้แล้ว มนุษย์ก็จะเพิ่มความต้องการในระดับที่สูงขึ้นต่อไป เช่น ความต้องการความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ความต้องการความมั่นคงในชีวิตและหน้าที่การงาน
  3. ความต้องการความผูกพันหรือการยอมรับ (ความต้องการทางสังคม) (affiliation or acceptance needs) เป็นความต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ซึ่งเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ เช่น ความต้องการให้และได้รับซึ่งความรัก ความต้องการเป็นส่วนหนึ่งของหมู่คณะ ความต้องการได้รับการยอมรับ การต้องการได้รับความชื่นชมจากผู้อื่น เป็นต้น 
  4. ความต้องการการยกย่อง (esteem needs) หรือ ความภาคภูมิใจในตนเอง เป็นความต้องการการได้รับการยกย่อง นับถือ และสถานะจากสังคม เช่น ความต้องการได้รับความเคารพนับถือ ความต้องการมีความรู้ความสามารถ เป็นต้น
  5. ความต้องการความสำเร็จในชีวิต (self-actualization) เป็นความต้องการสูงสุดของแต่ละบุคคล เช่น ความต้องการที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างได้สำเร็จ ความต้องการทำทุกอย่างเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง เป็นต้น

การศึกษาจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ความต้องการเหล่านี้ ประสบความสำเร็จ ตามวัตถุประสงค์และจุดมุ่งหมายของการศึกษานั้นๆ ดังประโยคที่ว่า “การศึกษาคือชีวิต ชีวิตคือการศึกษา”  หรือ “มีวิชาเหมือนมีทรัพย์ อยู่นับแสน” และยิ่งในปัจจุบันนี้ โอกาสทางการศึกษาได้หยิบยื่นให้กับทุกๆคน ทุกๆระดับ ทุกๆเพศ และทุกๆวัย โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาที่มีนโยบายในการขยายโอกาสทางการศึกษา

คำว่า “ศึกษา” ซึ่งเป็นภาษาสันสกฤต ภาษาบาลี กลายเป็น “สิกขา” เมื่อแยกศัพท์ออกมา มาจากคำว่า สะ+อิกขะ+อา สะ ในภาษาบาลี แปลว่า ตัวเอง อิกขะ แปลว่า มอง, พิจารณา, เห็น อา แปลว่า ทั่ว, โดยรอบ หลวงพ่อพุทธทาสภิกขุ กล่าวว่า “การศึกษา คือ การปฏิบัติศีล สมาธิ และปัญญา การศึกษาที่สมบูรณ์ต้องทำความเป็นมนุษย์ให้ถูกต้องและสมบูรณ์” พระเทพดิลก (ระแบบ ฐิตญาโณ) กล่าวว่า “การศึกษาในทางพระพุทธศาสนา หมายถึง กระบวนการเรียน การฝึกอบรม การค้นคว้า วิจัย การพัฒนา ตลอดจนการรู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งทั้งหลายตามสภาพที่เป็นจริงของสิ่งเหล่านั้น มุ่งเน้นไปที่การพัฒนากาย วาจา ใจ โดยมีขั้นตอนในการพัฒนาตามหลักของไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปัญญา” พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) กล่าวว่า “การศึกษามีจุดมุ่งหมายเพื่อทำชีวิตให้เข้าถึงอิสรภาพ คือทำให้ชีวิตหลุดพ้นจากอำนาจครอบงำจากปัจจัยภายนอกให้มากที่สุดและมีความ เป็นใหญ่ในตัวสามารถกำหนดความเป็นอยู่ของตนให้ได้มากที่สุด”

เพราะฉะนั้นในทัศนะของพระพุทธศาสนา การศึกษาคือ การมองตน การพิจารณาตน การควบคุมตน จนกระทั่งการพัฒนาตน โดยความหมายของการศึกษา คือ การพัฒนาและปลูกฝังนิสัยใฝ่รู้ ใฝ่ดีให้กับผู้เรียน อุดมการณ์ของการศึกษาคือ ยิ่งศึกษายิ่งต้องรู้จักตัวเอง รู้จักตน ควบคุมตน แล้วพัฒนาตนให้ได้

แต่ในความเป็นจริงการศึกษาในปัจจุบัน ไม่ได้มองถึงคุณค่าและความหมายของการศึกษาเท่านั้น หรืออาจจะมองข้ามไป แต่มองถึงผลของการศึกษาเท่านั้นเป็นสิ่งสำคัญ จึงทำให้ระบบการศึกษา และกระบวนการเรียนรู้ ไม่มีประสิทธิภาพ เพราะมุ่งเน้นแต่สิ่งที่เป็นนามธรรม ความรู้ที่ได้รับจึงมองเห็นเป็นสิ่งที่ไม่มีคุณค่าด้วยเช่นกัน  และมองถึงความต้องการความสำเร็จตามแรงจูงใจพื้นฐานในชีวิตตามทฤษฎีของมาสโลว์ องค์ความรู้ที่จะได้รับจากการศึกษาซึ่งเป็นรูปธรรมนั้นก็จะไม่มีประสิทธิผล และไม่ก่อประโยชน์ การพัฒนาทางด้านต่างๆซึ่งเป็นกระบวนการทางการศึกษาก็จะไม่เกิดขึ้นด้วยเช่นกัน

องค์ความรู้เป็นสิ่งที่มีความสำคัญ และถือว่าเป็นเป้าหมายสูงสุดของการศึกษา และกระบวนการเรียนรู้ เพราะเมื่อศึกษาแล้วต้องเกิดองค์ความรู้ ตามวัตถุประสงค์ของการศึกษานั้นๆ ทั้งผู้สอนและผู้เรียน โดยผู้สอนมีเป้าหมายและวัตถุประสงค์ในกระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนเกิดองค์ความรู้นั้นๆในการศึกษา นอกจากสิ่งอื่นใด

องค์ความรู้ที่ได้ก็ต้องเป็นองค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษา และกระบวนการเรียนรู้อย่างแท้จริง จากกระบวนการจัดการเรียนการสอน ซึ่งในปัจจุบันได้มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้เป็นสำคัญ กระบวนการจัดการเรียนการสอนจึงจะมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลแก่ผู้สอนและผู้เรียน อีกทั้งสถาบันการศึกษาก็จะมีคุณภาพตามไปด้วย

โสกราตีส นักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่ชาวกรีก กล่าว่า ” Knowledge is Virtue” “ความรู้คู่คุณธรรม” หมายความว่า ความรู้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ดีงาม และมีคุณค่า ซึ่งเป็นผลมาจากการศึกษา และกระบวนการเรียนรู้เป็นสำคัญ เมื่อความหมายของโสกราตีส เป็นเช่นนี้ ย่อมหมายถึงการที่จะได้ความรู้มานั้น ต้องมาจากกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่ประกอบด้วยความถูกต้อง ความดีงาม และมีคุณค่า ด้วยเช่นกัน หรือกล่าวได้ว่าเป็นเหตุเป็นผลของกันและกัน แต่กระบวนการศึกษาในปัจจุบันมองถึงสิ่งที่เป็นนามธรรมมากกว่ารูปธรรม โดยมุ่งเน้นแต่การผลิตและสร้างคนให้เก่งให้ฉลาด แต่กลับมองข้ามถึงความถูกต้อง ดีงาม และคุณค่า ในตัวบุคคลนั้นๆ จึงทำให้ได้คนเก่งแต่ไม่ดี คงไม่มีใครปฏิเสธว่าการศึกษาต้องสร้างคนดี คือทำคนให้เป็นคนดีด้วย ไม่ใช่สร้างแต่คนเก่งอย่างเดียว เพราะประเทศชาติต้องการทั้งคนเก่งและคนดี

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.. 2542 มาตรา 23 กล่าวว่า การจัดการศึกษาทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ต้องเน้นความสำคัญทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้ และบูรณาการตามความเหมาะสมของแต่ละระดับการศึกษา…. นั่นคือทั้งความรู้ คุณธรรม และกระบวนการเรียนรู้ต้องให้ความสำคัญควบคู่กันไป และเพื่อหลีกเลี่ยงประโยคที่ว่า “ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด” ดังบทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ว่า 

ความรู้คู่เปรียบด้วย      กำลัง  กายเฮย

สุจริตคือเกราะบัง        ศาสตร์พ้อง 

ปัญญาประดุจดัง         อาวุธ 

กุมสติต่างโล่ห์ป้อง      อาจแกล้วกลางสนาม

บทความอื่นๆ ในหมวดเดียวกัน