เมนูหลัก
สมาชิกเข้าสู่ระบบ
User Name:
Password:
จำการล็อกอินของฉันไว้
ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก
ลืมรหัสผ่าน
ใสอีเมล์ที่ลงทะเบียนไว้กับเรา










สิทธิมนุษย์ชน

 

โดย ดร.วีระ จุฑาคุปค์

สภาวะของสิทธิมนุษยชนในแต่ละประเทศ  ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับทัศนคติและความเข้าใจของรัฐและคนในสังคมที่มีต่อสิทธิมนุษยชน  จนถึงปัจจุบัน  เรายังคงได้ยินผู้มีอำนาจในรัฐไทยไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่  ผู้ทำหน้าที่ในรัฐสภา  ทั้งที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  และวุฒิสภา และประชาชนบางกลุ่มยังมีความคิดและเชื่อว่า  สิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่แปลกแยกในสังคมไทย  เป็นแนวคิดที่นำมาจากตะวันตกและไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในสังคม  วิธีคิดดังกล่าวขัดแย้งกับธรรมชาติของมนุษย์โดยสิ้นเชิง  ธรรมชาติที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมสิทธิและหน้าที่  มนุษย์ย่อมต้องการมีชีวิตที่ปลอดภัย  ปราศจากความกลัว  มีความต้องการที่จะมีชีวิตที่ดีพร้อมด้วยปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี  มีความต้องการที่จะอยู่อย่างเสรี  โดยมีเสรีภาพในการที่จะแสดงออกซึ่งความคิดความเห็นและเสรีภาพในความเชื่อแต่ละคนเห็นว่าเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวในการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างสันติสุข  มองในแง่นี้  สิทธิจึงคุณค่าพื้นฐานทางสังคมที่มนุษย์ทุกคนมีร่วมกัน  ไม่ได้เป็นคุณค่าหรือแนวคิดที่แปลกแยกจากความเป็นมนุษย์  ไม่ได้เป็นสิ่งแปลกแยกในสังคมแต่อย่างใด

ในทางหลักการ  ไม่ว่ามนุษย์จะอยู่ที่ไหน  มนุษย์ทุกคนต่างมีสิทธิอย่างเท่าเทียมกัน  สิทธิมนุษยชนจึงมีความเป็นสากล  ความเป็นสากลไม่ได้หมายถึงความเป็นตะวันตก  แต่เป็นสากลในแง่ที่ว่า  มนุษย์ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใด  ภาษาใด  วัฒนธรรมใด  และอยู่แห่งหนใด  ย่อมต้องสามารถเข้าถึงและเรียกร้องสิทธิได้  สิทธิของทุกคนย่อมได้รับการปกป้องคุ้มครอง  ไม่มีพรมแดนไม่มีสัญชาติ  สิทธิและศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของทุกคนต้องได้รับการเคารพโดยไม่เลือกปฎิบัติ

แม้ว่าในทางแนวคิดและในทางปฏิบัติไม่ได้มีการแบ่งสิทธิมนุษยชนเป็นประเภทต่าง ๆ แต่เมื่อพิจารณาประวัติศาสตร์การพัฒนาและการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนที่ผ่านมา  ทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทย  ดูเหมือนจะมีขั้นตอนและช่วงเวลาที่ทำให้เกิดเป็นข้อสรุป  (  ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ )  ว่าสิทธิมนุษยชนจัดแบ่งออกเป็น  3  ประเภทคือ

  • สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง  ซึ่งหมายถึงสิทธิในชีวิต  เนื้อตัว  ร่างกาย  ในศักดิ์  ในความเท่าเทียมกัน  โดยเฉพาะทางกฎหมาย  สิทธิที่จะได้รับความยุติธรรมในกระบวนการยุติธรรม  สิทธิที่จะไม่ถูกทรมาน  ไม่ถูกบังคับให้สูญหาย  ไม่ถูกบังคับให้เป็นทาส  สามารถเดินทางย้ายถิ่น ( ในขอบเขตประเทศของตนและกลับประเทศตนเองได้ )  อย่างเสรี  รวมไปถึงสิทธิในการสร้างครอบครัวที่เลือกเอง  การมีชื่อ  มีสถานะบุคคล  รวมถึงชาติ  เสรีภาพในการเลือกนับถือ ( หรือไม่นับถือ ) ศาสนา ฯลฯ  ในขณะเดียวกัน  มนุษย์แต่ละคนต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม  ซึ่งย่อมต้องการมีส่วนร่วมในสังคมการเมือง  ดังนั้น  สิทธิในการเลือกตั้ง  การมีส่วนร่วมในทางการเมือง  สิทธิในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็น  การพูด  สิทธิในการสื่อสารและข้อมูลข้าวสาร  สิทธิในการรวมกลุ่มและรวมตัวกัน
  • สิทธิในทางเศรษฐกิจ  สังคม  และวัฒนธรรม  สิทธิพื้นฐานสำคัญไม่อาจถูกละเมิดได้คือ  สิทธิที่จะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีและอย่างมีศักดิ์ศรี  ซึ่งนั่นหมายถึงว่า  แต่ละคนต้องมีงานทำและได้รับค่าจ้างที่เท่าเทียมกันในงานประเภทเดียวกัน  มีสภาพการทำงานที่ปลอดภัย  สามารถรวมตัวกันต่อรอง  เพื่อสวัสดิภาพและสวัสดิการของตนเองและครอบครัวได้  มีปัจจัยสี่ที่พร้อมเพียง  ไม่ว่าจะเป็นอาหาร  ที่อยู่อาศัย  การเข้าถึงบริการทางการแพทย์และสุขอนามัย  การถือครองทรัพย์สิน ( ตราบเท่าที่ไม่เบียดเบียนและไม่ทำให้ผู้อื่นหมดทางทำมาหากิน )   การได้รับการศึกษาเท่าที่ต้องการและเท่าที่ความสามารถในการเรียนรู้จะอำนวยให้  รวมถึงสิทธิที่จะได้รับประโยชน์จากผลพวงของการพัฒนาทั้งทางเศรษฐกิจ  การเมือง  วัฒนธรรมและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งหลาย ฯลฯ
  • สิทธิในการพัฒนา  การได้รับประโยชน์จากการพัฒนา  การมีสิ่งแวดล้อมที่ดี  การที่สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและรักษาดูแลสำหรับตนเองแลเพื่อชนรุ่นหลัง  การดูแลรักษาศิลปวัฒนธรรม  ร่วมกันในกลุ่มและชุมชน  สิทธิในการกำหนดใจและอนาคตตนเอง  ซึ่งหมายรวมถึง  การมีสิทธิในการกำหนด  แนวทางการพัฒนาประเทศและชุมชนทั้งหมดนี้ก็เพื่อไปให้ถึงสิทธิอีกอย่างหนึ่งคือ  สิทธิที่จะมีสันติภาพและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

สิทธิทั้งสามประเภทนั้น  มักถูกมองว่าไม่สามารถพัฒนาไปด้วยกันได้  ในแง่ที่ว่าหากต้องการไปถึงสิทธิทางเศรษฐกิจและสังคม  ก็ต้องกำจัดสิทธิทางการเมืองสิทธิพลเมืองบางอย่าง เช่น ความคิดที่ว่าการที่ประชาชนมีเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็น  การรวมตัวกัน  อาจไม่เอื้อต่อการดำรงไว้ซึ่งเสถียรภาพทางการเมือง  อาจส่งผลให้สังคมวุ่นวายไร้ระเบียบ  เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ  อันจะส่งผลถึงการพัฒนาเศรษฐกิจสังคม  เพราะไม่อื้นต่อบรรยากาศการลงทุน  แต่ในความเป็นจริง  สิทธิแต่ละประเภทล้วนเชื่อมโยงกัน  ในสังคมที่ต้องการเป็นประชาธิปไตยย่อมต้องเปิดให้ประชาชนมีสิทธิ  มีเสียงและมีส่วนร่วมได้  คุณภาพของการมีส่วนร่วมย่อมขึ้นอยู่กับการมีความเป็นอยู่และสุขภาวะที่ดี  ได้รับการศึกษาและข้อมูลข่าวสารที่ครบถ้วนและเท่าเทียมกัน  สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ  ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนจะมีน้อยลง  หากประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของชุมชนและสังคม  โอกาสที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติก็มีมากขึ้น  ซึ่งหมายถึงว่า  สังคมไม่วุ่นวาย  การเมืองมีเสถียรภาพภายใต้เงื่อนไขที่ไม่มีการแย่งชิงอำนาจกันเอง ( ในกลุ่มผู้นำ )

ในเมื่อมนุษย์เกิดมาพร้อมสิทธิและหน้าที่  ในฐานะปัจเจกย่อมถือว่าเป็นเจ้าของสิทธิและต่างก็มีสิทธิเท่าเทียมกัน  แต่มนุษย์ไม่ได้อยู่โดเดี่ยวหากต้องอยู่กับผู้อื่น  มนุษย์ทุกคนจึงมีหน้าที่ที่จะต้องเคารพสิทธิของผู้อื่นด้วย  ในขณะเดียวกัน  สิทธิบางอย่างเป็นสิทธิที่มีร่วมกัน  เช่น  สิทธิในภาษา  วัฒนธรรม  สิทธิในทรัยการธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ซึ่งต้องดำรงและรักษาร่วมกันไม่ได้เป็นของคนใดคนหนึ่ง  สิทธิร่วมกันดังกล่าวนี้  มีความสำคัญมากขึ้นและสำคัญยิ่ง  โดยเฉพาะในสังคมที่ดำรงชีวิตอยู่บนสิ่งที่เรียกว่า                  “ ฐานทรัพยากร “   ความสำคัญของสิทธิร่วมกันที่เรียกว่าสิทธิชุมชนนี้  ดูยิ่งจะชัดเจนขึ้น  เมื่อรัฐเลือกแนวทางการพัฒนาแบบเสรีนิยมอิงแอบอยู่กับทุนทั้งในประเทศและทุนข้ามชาติ  และมองความหมายของการพัฒนาเพียงแค่ตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความทันสมัย  โดยไม่ใส่ใจภูมิปัญญาและวัฒนธรรมการดำรงชีวิตและสิทธิของคนในท้องถิ่น 

แนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็รเองที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ ( เชิงอำนาจ )  อย่างน้อยในสองระดับ  คือ  ความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกกับปัจเจก  ในกรณีที่มีความขัดแย้งหรือมีปัญหาละเมิดซึ่งกันและกัน  ก็มีรัฐและ / หรือผู้ที่เป็นผู้ปกครองในแต่ละหน่วย ( ตั้งแต่ระดับชาติถึงระดับชุมชน )  เป็นผู้ไกล่เกลี่ย  ตรวจสอบ  และนำผู้ละเมิด / ผู้กระทำผิดมาลงโทษ กับความสัมพันธ์อีกระดับหนึ่งที่ถือเป็นปัญหาสำคัญในเชิงสิทธิมนุษยชนคือ  ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน  ด้วยเหตุที่รัฐมีหน้าที่ต้องดูแลคุ้มครองประชาชน  ในฐานะที่รัฐมีอำนาจทั้งในทางการเมือง  กฎหมาย  และอาวุธในมือ  และมีความสามาถและโอกาสที่จะละเมิดสิทธิของประชาชนได้มากกว่าระหว่างประชาชนด้วยกันเอง  การตรวจสอบรัฐโดยรัฐเองจึงเป็นสิ่งที่น่ากังขาและมีคำถามว่า  ประชาชนจะได้รับความเป็นธรรมมากน้อยแค่ไหน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมที่ประชาชนและประชาสังคมยังไม่เข้มแข็งและไม่มีพื้นที่ทางการเมืองพอที่จะตรวจสอบ  และทำให้รัฐรับผิดชอบต่อประชาชนได้

อย่างไรก็ตาม  ในทางทฤษฎีทางการเมืองเชื่อว่า  เหตุผลการดำรงอยู่ของรัฐก็เพื่อปกป้องคุ้มครองประชาชนและให้หลักประกันว่า  ประชาชนจะมีชีวิตอยู่อย่างสงบสุขปราศจากภัยใด ๆ ในทางกฎหมายโดยเฉพาะกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชน  รัฐมีหน้าที่อย่างน้อย  5  ประการคือ

  1. การเคารพสิทธิของประชาชนและไม่แทรกแซงในชีวิตของประชาชน  ไม่เข้าไปจัดการชีวิตของประชาชน
  2. คุ้มครองประชาชนไม่ให้ถูกละเมิดโดยบุคคลที่สามและโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐเอง
  3. ให้บริการทางสังคมและโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตที่ดีของประชาชน
  4. สร้างสถาบัน  กฎหมาย นโยบาย  และกลไกต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการเข้าถึงสิทธิของประชาชน และเพื่อดูแลสิทธิของประชาชน
  5. ส่งเสริมสิทธิของประชาชนด้วยการสร้างองค์ความรู้  ความตระหนักให้กับเจ้าหน้าที่และคนในสังคม

หน้าที่เหล่านี้  ได้รับการระบุไว้ชัดเจนในกฎหมาย  ทั้งในกฎหมายระหว่างประเทศว่าสิทธิมนุษยชนและกฎหมายภาใน  เช่นกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ.2550 และกฎหมายลำดับรองอื่น ๆ การประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนส่วนหนึ่งจึงต้องพิจารณาถึงการปฏิบัติตามพันธกรณี  หรือหน้าที่ของรัฐที่มีต่อประชาชนด้วย

( ข้อมูลส่วนหนึ่งจากรายงานประเมินสถานการณ์ สิทธิมนุษยชน ปี 2550  คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ )

บทความอื่นๆ ในหมวดเดียวกัน